31 พฤษภาคม 2565

ใครที่กำลังมีปัญหา ได้เวลาฉลองแล้ว 🎉🎉🎉

มนุษย์เราเกิดมาพร้อมสัญชาติญาณในการอยู่รอดค่ะ อะไรที่เราเคยทำมาแล้วไม่ทำให้เราตาย เราจะอยากทำมันซ้ำ ๆ และเราเรียกมันว่า Comfort Zone 

สาเหตุที่ใครหลาย ๆ คนยินดีที่จะอยู่ในความสัมพันธ์บูด ๆ เบี้ยว ๆ ต่อไปก็เพราะพวกเค้าไม่รู้ว่าถ้าเลิกกับคนนี้ไปแล้วจะได้เจอกับคนใหม่ที่ดีกว่า หรือถ้าจะไม่ได้เจอใครอีกเลยไปตลอดชีวิต มันจะเป็นอย่างไง??  มันเป็นพื้นที่ของความไม่รู้ ความไม่แน่นอน มันอาจจะดีขึ้น แต่มันก็อาจจะเลวร้ายลงด้วยได้เหมือนกัน.. แต่ถ้าเราอยู่ในความสัมพันธ์เดิมนี่ เรารู้แน่ๆ ว่าชีวิตเราจะเจออะไร และอะไรก็ตามที่เราเจอ มันไม่ทำให้เราตาย… สัญชาติญาณดิบของมนุษย์จะบอกให้เราปรับตัวค่ะ

Credit : Pixabay 

มีหลาย ๆ ครั้งที่คนนอกทุกคนรู้ แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง…  เพิ่งจบมามีงานทำก็ดีแล้ว อย่าไปหวังอะไรเยอะเลย ถ้าแกไม่ทำงานนี้ แกจะทำอะไร?? พื้นที่ข้างนอก Comfort Zone มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มันน่ากลัวสำหรับสัญชาติญาณมนุษย์ แต่มันก็เป็นทางเดียวที่เราจะเติบโต!!


ชีวิตนี้มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยถ้าเราพอใจกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ เกิดมาสวยเท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว ทำงานแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้ว เงินเดือนเท่านี้ก็ดีอยู่แล้ว… ถ้าทุกอย่างในชีวิตมันจะดีไปหมด นี่มันอาจจะไม่ได้มีผลจากปัจจัยภายนอกแล้วแหละ แต่มันน่าจะมาจากปัจจัยภายใน ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเองอยู่ อะไรที่ไม่รู้ก็อย่าไปเสี่ยงเลย อยู่ในนี้ต่อดีกว่า


ตรงข้ามกับคนที่มีปัญหาค่ะ!!!


คนที่มีปัญหาแปลได้อีกอย่างคือคนที่มีจิตวิญญาณอยู่ที่นึง แต่ร่างกายยังอยู่อีกที่นึง เช่น ชั้นอยากมีคู่ชีวิตที่ดีคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ตอนนี้เรายังคุยกันไม่ได้ทุกเรื่อง แบบนี้มันถึงกลายเป็นปัญหา


ปัญหาเกิดจากการตระหนักรู้ หรือ self aware ในความต้องการของตัวเองและยืนหยัดเพื่อที่จะได้มันมา


เราอยากเป็นมนุษย์เงินล้าน แต่ทุกวันนี้เรายังเป็นมนุษย์เงินร้อย เราไม่โอเค แค่นี้ก็เป็นปัญหาแล้ว!! (ถ้าเราทำใจให้รับกับสภาพมนุษย์เงินร้อยได้ เรื่องนี้จะไม่ใช่ปัญหาเลย จริงมั้ยคะ?)


เพราะฉะนั้นถ้าใครกำลังมีปัญหา รู้สึกว่าอะไร ๆ มันยังไม่ได้ดั่งใจ เราคู่ควรกับอะไรที่ดีกว่านี้สิ!! ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณมาถูกทางแล้ว 


เรือที่ปลอดภัยที่สุดคือเรือที่ไม่ได้ออกจากฝั่งยังไง ชีวิตที่ไม่มีปัญหาก็คือชีวิตที่ยังใช้ไม่เต็มที่เหมือนกันค่ะ


Credit:Pixabay 


แต่สุดท้ายแล้ว… เรือก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อจอดที่ฝั่ง และชีวิตเราก็ไม่ได้มีไว้ใช้แค่ใน Comfort Zone 


ถ้ามีนาทีที่คุณไม่โอเค เนี่ยคือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลย!! เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ๆ คุณมาถูกทางแล้ว คุณเจ๋งมาก ทาร่าขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้คุณเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง จริง ๆ แล้วคุณรู้อยู่แล้วแหละ ว่าควรจะทำอะไร คุณอาจไม่รู้ชัดเจนว่าขั้นตอนจริง ๆ มันเป็นยังไง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าจริง ๆ แล้ว คุณอยากจะไปไหน คุณเป็นใคร คุณมีศักยภาพขนาดไหน แล้วคุณต้องทำอะไรบ้าง 

ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ทาร่าอยากแนะนำให้ฟังเสียงหัวใจตัวเองและกล้าที่จะทำตามเสียงเล็กๆ ที่อยู่ในหัวของตัวเองนะคะ

นักเขียนชื่อดัง Mark Twain เคยบอกว่า ถ้าจากวันนี้ไปอีก 20 ปี แล้วเรามองย้อนกลับมา มันจะมีเรื่อง อะไรที่เราเสียดายเพราะเราไม่ได้ทำ เยอะกว่าเรื่องที่เราเสียดายเพราะเราได้ทำลงไป เพราะฉะนั้นเอาเรือของเราออกไปผจญ ทะเล พายุ และใช้ชีวิตเราให้เต็มที่กันค่ะ 😎



💗💗💗💗💗


เกี่ยวกับเรา


Tara Thow อ่านว่า ทาร่า โถว เป็นมนุษย์แม่ลูกสองอยู่ที่ซิดนีย์ สนใจศาสตร์พัฒนาตัวเอง ปรัชญา ธุรกิจ ครอบครัว รักเสียงเพลง ไวน์แดง และนิยาย



#คอร์สธุรกิจออนไลน์เริ่มง่ายไม่ต้องใช้เงินทุน


#หนังสือเปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ


#สอนภาษาไทยให้เด็กๆที่เกิดต่างประเทศ


#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ


💞 💞💞💞💞


ช่องทางในการติดตามเราจ้าา.. 😘


Facebook: https://www.facebook.com/pagetarathow


IG: tarathow


Youtube: https://www.youtube.com/c/TaraThow


Blockdit 1: มนุษย์แม่ลูกสองจากเมืองซิดนีย์ By Tara Thow


Blockdit 2: จุด by Tara Thow


Blogspot: tarathow.blogspot.com


Tiktok: @tarathow


Line: @tarathow


คิดบวกทุกวันทำไมชีวิตไม่ดีขึ้น หนูพลาดอะไรปายยยยย

คำถาม: เสพเรื่องคิดบวกมาตลอดชีวิต แต่ยังรู้สึกมันไม่ใช่ หรือเราทำอะไรผิด เราคิดบวกทุกวันแต่ทำไมเราไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ เหมือนชีวิตเรายังไม่ไปไหน ควรทำอะไรแตกต่างไปจากนี้หรือเปล่าคะ 


(ไหว้ย่ออย่างนางงาม และขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ)


อ่านจบแล้วทาร่าคิดถึงเรื่องเล่าของโค้ชท่านนึงเลยค่ะ นางก็เป็นมนุษย์แม่เหมือนกันและเรื่องที่นางเล่าก็เกี่ยวกับการดึงศักยภาพให้ลูกน้อยหอยสังข์ โดยการพาไปเตะบอล แต่น้องเป็นเด็กที่ไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรง ตัวก็เล็ก วิ่งก็ช้า ดูยังไงก็เป็นจุดอ่อนของทีมชัด ๆ


คุณแม่เล่าว่า แต่เราถูกสอนมาให้คิดบวกไง!!! เราต้องอย่ามองในแง่ร้าย เราต้องคิดบวกเข้าไว้ ทุกครั้งที่ ลูกกลับมาด้วยใบหน้าอ่อนล้าอ่อนแรง หน้าที่ของแม่คือให้กำลังใจสิคะ ยัดเยียดความคิดบวกกลับไปให้ลูก… ความจริงมีตั้ง 360 องศา เราก็สรรหาไปสิว่ามีองศาไหนบ้างที่จะงัดออกมาชื่นชมลูกได้บ้าง


Credit : Unsplash 

“ลูกเก่งมากเลย ดูซิวันนี้วิ่งเร็วกว่าเมื่อวานอีกนะ”


“หู้ย ลูกอย่าเทียบ กับคนอื่น จำไว้นะเราอย่าเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น ลูกต้องคิดถึงวันแรกที่เธอมาเตะบอล เห็นไหมทุกวันนี้เธอพัฒนามาไกลมากแล้ว อดทน ไม่ท้อเลย”


“ถึงลูกจะตัวเล็กกว่าคนอื่น แต่แม่เชื่อว่าการฝึกซ้อม ความอดทน และวินัยจะทำให้ลูกตามเพื่อน ๆ ได้ทันแน่นอน”


คุณพ่อเองก็สายคิดบวกเหมือนกัน ก็ส่งเสริมตลอดไม่เคยมีซักครั้งที่จะพูดจาให้ลูกหมดกำลังใจ


แต่ความจริงก็คือความจริงค่ะ


และความจริงก็คือ น้องเค้าห่วยมาก!! เกิดมาไม่มีพรสวรรค์ซะจนชนิดที่พรแสวงก็ช่วยไม่ได้


จนพ่อกับแม่เองก็ทนไม่ได้ และหันมามองหน้ากัน


แม่: ฉันว่าลูกเราห่วยอ่ะ


พ่อ: มากด้วย


และทั้งคู่ก็เห็นตรงกันว่า เด็กน้อยตรงหน้านั้นเก่งเกินกว่าที่จะมาเสียเวลากับลูกกลม ๆ บ้า ๆ นี่ 


“พวกเราพาเค้าออกไปหาพรสวรรค์ที่แท้จริงกันดีกว่า”


วันรุ่งขึ้นแม่ตัดสินใจยกเลิกคลาสฟุตบอล แล้วก็สมัครคลาสเรียนศิลปะให้ลูกชาย 


ทุกคนคะ 


สิ่งที่เกิดขึ้น คือ พ่อแม่คู่นี้ได้ค้นพบว่าลูกชายพวกเขาวาดรูปเก่งมาก มีสมาธิสุดๆ นั่งวาดรูปได้เป็นชั่วโมง เข้าชั้นเรียนไม่กี่ครั้งแต่ออร่าความเก่งเปร่งประกายมาก




น้องมีพรสวรรค์ด้านศิลปะอย่างแท้จริงจนไม่ต้องพยายาม ไม่ต้อง (ฝืน) คิดบวกแล้ว 


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…… บางทีการคิดบวกกับการหลอกตัวเองมันก็ห่างกันแค่เส้นกั้นบาง ๆ การคิดบวกที่ดีจะต้องทำให้ชีวิตเราดีขึ้นค่ะ แต่ถ้าคิดบวกแล้วชีวิตยังมืดมนป่นปี้ อาจจะเป็นไปได้ว่า คุณไม่ได้กำลังคิดบวกอยู่หรอก แต่คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่มากกว่า!!!


ถ้าเราคิดบวกอย่างถูกวิธี ชีวิตเราจะต้องไปข้างหน้าเราต้องมองเห็นทางสว่างในชีวิต เราต้องรู้สึกมีพลังงาน มี Passion , Motivation , แรงบันดาลใจ , ความหลงใหล กับสิ่งที่เราทำ สำคัญที่สุดคือ ชีวิตเราต้องไปข้างหน้าค่ะ


ใครที่คิดบวกอยู่ทุกวี่ทุกวันแล้วยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ไปไหน ยังไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ทาร่าคิดว่าคุณอาจจะต้องลองกลับมาคิดบวกจริงๆ แบบไม่หลอกตัวเอง และไม่ให้กำลังใจ ตบหลัง ปลอบใจตัวเองไปวันๆ ลองเอาไอเดียของโค้ชคุณแม่ท่านนี้ไปปรับใช้ดูนะคะ 



💗💗💗💗💗


เกี่ยวกับเรา


Tara Thow อ่านว่า ทาร่า โถว เป็นมนุษย์แม่ลูกสองอยู่ที่ซิดนีย์ สนใจศาสตร์พัฒนาตัวเอง ปรัชญา ธุรกิจ ครอบครัว รักเสียงเพลง ไวน์แดง และนิยาย



#คอร์สธุรกิจออนไลน์เริ่มง่ายไม่ต้องใช้เงินทุน


#หนังสือเปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ


#สอนภาษาไทยให้เด็กๆที่เกิดต่างประเทศ


#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ


💞 💞💞💞💞



ช่องทางในการติดตามเราจ้าา.. 😘



Facebook: https://www.facebook.com/pagetarathow



IG: tarathow



Youtube: https://www.youtube.com/c/TaraThow



Blockdit 1: มนุษย์แม่ลูกสองจากเมืองซิดนีย์ By Tara Thow



Blockdit 2: จุด by Tara Thow



Blogspot: tarathow.blogspot.com



Tiktok: @tarathow



Line: @tarathow

คำถามโลกแตก ทำยังไงถึงจะหาตัวเองเจอ

1 คำถามโลกแตกว่าชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร เป็นคำถามที่ทาร่าเชื่อว่าทุกยุค ทุกสมัย ต้องมีคนถามเรื่องนี้ หลาย ๆ ศาสนาต่างออกมาให้คำตอบ นักปรัชญาก็ต่างออกมาตอบคำถามนี้ แต่ทาร่าคิดว่าบางที ’คำตอบ’ ไม่สำคัญเท่า ‘คำถาม’


เราเกิดมาเพื่ออะไร อาจจะไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่เชื่อไหมคะ ว่ามันเชื่อมโยงกับสิ่งที่ว่า เราเกิดมาแล้ว เราจะหาตัวเองเจอยังไง เพราะเมื่อเราหาตัวตนเจอ เราจะเดินไปตามตัวเองได้ถูกทาง เราทำอะไรเก่ง เรามี passion อะไร


Credit : Unsplash 


คำถาม Classic มาก แต่คำตอบมีต่างออกไป 


แถมคำถามนี้บางคนถามกันตั้งแต่เด็กยันแก่ ทุกวัยตั้งแต่ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลาง

บางคนทำงานไปจนเกษียณแล้ว 50 60 70 ยังหาตัวเองไม่เจอ


ถามว่าทาร่ารู้ได้ยังไง เพราะทาร่าเองก็เป็นคนนึงที่พยายามตามหาคำตอบนี้ให้ตัวเอง ผ่านหลายคอร์ส หลายกระทู้ และก็ยังไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้เจอรึยัง


แต่มีคำตอบนึงที่ทาร่าชอบและอยากเอามาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เป็นคำตอบจาก Kerwin Rae (โค้ชธุรกิจ) เบอร์ต้น ๆ ของประเทศออสเตรเลียค่ะ ในสัมมนาของเขาได้แชร์วิธีที่เราจะหาตัวเองให้เจอ มันก็มีแค่ 2 อย่าง คือ


1. เราเกิดมาแล้วก็รู้เลยว่าเราชอบอะไร เราเป็นใคร เราเจอเลยเหมือนเราทำข้อสอบ มีคำถามขึ้นมา แล้วมี Choice ให้เลือก A B C D E เราอ่านคำถามปุ๊บ แล้วเราดูคำตอบ 5 อัน เราก็เลือกได้เลยว่ามันต้องเป็นอันนี้แน่นอน 


2. แต่ถ้าเราไม่รู้ เราก็ทำยังไงล่ะ?? ถ้าเป็นข้อสอบ เราใช้วิธีอะไรล่ะ ในชีวิตจริง เราก็สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ สมมุติว่ามันเป็นข้อสอบแบบที่ทำออนไลน์ พอจิ้มไปแล้วมันก็มีคำตอบเด้งออกมาให้เลยว่าใช่หรือไม่ใช่.. ถ้าไม่ใช่ก็แค่ลองใหม่อีกครั้ง… 


Kerwin Rae


A มั่วมาก งั้นตัดออกไป


E นี่ก็มั่วอีก ตัดออกไปเหมือนกัน


ที่นี้เหลือทางเลือกแค่ 3 อัน เราก็จิ้มเอามาซักอัน B C หรือ D 


ถ้าเราหาตัวเองไม่เจอ เราก็อาจจะเริ่มต้นที่การลองเป็นคนอื่นดูก่อน ง่ายๆ เลยก็ทำตามความฝันของพ่อแม่ ถ้าใช่เลยก็โชคดีไป.. แต่ถ้ายังไม่ใช่ก็ลองดูอย่างอื่นต่อไป เรียนตามเพื่อนไปก็ไม่เสียหาย.. มีไอดอลคนไหน ก็ลองทำตามเค้าไปก่อน… เพื่อดูว่ามันเหมาะกับเรามั้ย 


การที่เราเลือกผิด 4 ครั้ง มันไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลว จับจด เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรก็ไม่จริงจังซักอย่าง แต่มันเป็นกระบวนการค้นหาตัวเองและเพิ่มโอกาสที่จะเจออยู่ค่ะ


จากตัวเลือก A B C D E เราโอกาสถูก 20%


ถ้าเคยลอง A ดูแล้วมันไม่ใช่เรา งั้นเหลือ B C D E เราก็มีโอกาสถูกเป็น 33% ถูกมั้ย


ถ้าเหลือ D E ก็ 50-50


และถ้าเราลองทุกอย่างแล้วไม่เจอซักอย่าง ผิดจนไม่เหลืออะไรจะให้ผิดอีกแล้ว แน่นอนว่า… คำตอบต่อไปของเราก็จะต้องถูก 100% เท่านั้น


(ตอนโทมัส เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟเค้าก็ใช้ตรรกะนี้นะ ผมลองผิดจนไม่เหลืออะไรจะให้ผิดอีกแล้ว และเค้าไม่เคยคิดว่าเค้าล้มเหลว 999,999 ครั้ง เค้าแค่คิดว่าเค้ากำลังตัดคำตอบที่ผิดทั้ง 999,999 อันออกไป เพื่อเหลือไว้เพียงข้อเดียว!!!)


โทมัส เอดิสัน ผู้เปลี่ยนโลกให้สว่าง


และเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องที่ Kerwin Rae ได้พูดต่อ คือ บางครั้งคำตอบที่เราเจอแล้ว มันก็อาจจะมีคำตอบอื่นที่ดีกว่านั้นอีกก็ได้ ถ้าเธออายุยังน้อย เธอก็ควรจะเผื่อใจไว้ลองดูตัวเลือกอื่น ๆ ในชีวิตไว้บ้าง


ในวันที่เธอได้กินไอติมช็อกโกแลต เธอก็คิดว่านี่แหละที่สุดแล้ว 


แต่ถ้าเธอไปร้านไหนก็สั่งแต่ไอติมช็อกโกแลตตลอด เธอก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าคุกกี้แอนด์ครีมกับสตรอเบอรี่ก็ไม่เลวนะ และในวันที่อากาศร้อนๆ และเราไม่อยากกินอะไรครีม ๆ ไอติมมะนาวมันก็เหมาะมากกว่า


สุดท้ายแล้วคำว่า Passion หรือเป้าหมายชีวิต หรือคำตอบของคำถามที่ว่า เราเกิดมาทำไม มันอาจจะไม่ได้มีแค่คำตอบเดียวก็ได้.. เราอาจจะมี passion ได้หลายๆ อย่าง และ passion ของเราก็อาจจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาของชีวิตเรา


ครั้งนึงเราอาจจะหลงใหลคลั่งไคล้กับอะไรมากๆ ถ้าวันนึงเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว ก็อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนหรือลองสิ่งใหม่ 


หรือสุดท้ายแล้วเรื่องของ passion อาจจะเป็นคำถามโลกแตกที่เรายังจะต้องถามกันต่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้ เกิดวันนึงมีไอติมชาเขียว ไอติมชาไทย ไอติมใบบัวบกออกมา เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราไม่ได้ชอบมากกว่าไอติมช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ และมะนาว….. ถ้าเรายังไม่ได้ลองมัน???


ทาร่าเป็นคนนึงที่เชื่อว่าโลกนี้กว้างใหญ่มาก มีศาสตร์เยอะแยะ ความรู้อีกเป็นมหาศาล ที่เรายังไม่รู้ ทาร่า ชอบที่จะอ่านนู่น ฟังนี่ ศึกษาในเรื่องที่ตัวเองไม่รู้ สำหรับใครที่ชอบศาสตร์ความรู้แบบกว้างๆ วิชาเป็ด ทั้งการเงิน ธุรกิจ ความรัก สุขภาพ การลงทุน จิตวิญญาณ วิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ สามารถกดติดตามได้ทุกช่องทางเลยนะคะ


ส่วนใครที่อยากไปถึงเป้าหมายง่าย ๆ ออกแบบชีวิตเองได้ในทุกมิติ Vision Board เป็นไอติมช็อกโกแลตของทาร่าเลยค่ะ อยากได้อะไรก็หารูปมาแปะ ๆ ไว้ พอรู้ตัวอีกทีก็หลายเป็นความจริงแล้ว ใครที่ยังไม่เคยชิมไอติมรสนี้ ทาร่าบอกเลยค่ะว่าต้องลอง!!! มันง่ายและดีงามจริง ๆ 😊


“Power of Vision Board: เปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ by Tara Thow”


แบบเล่มที่ Se-ed https://bit.ly/3mJ7fNl


E-book ที่ Meb: https://bit.ly/3Bljwh0


E-book ที่ Ookbee: https://bit.ly/3Bn43Nj


💗💗💗💗💗


เกี่ยวกับเรา


Tara Thow อ่านว่า ทาร่า โถว เป็นมนุษย์แม่ลูกสองอยู่ที่ซิดนีย์ สนใจศาสตร์พัฒนาตัวเอง ปรัชญา ธุรกิจ ครอบครัว รักเสียงเพลง ไวน์แดง และนิยาย



#คอร์สธุรกิจออนไลน์เริ่มง่ายไม่ต้องใช้เงินทุน


#หนังสือเปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ


#สอนภาษาไทยให้เด็กๆที่เกิดต่างประเทศ


#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ


💞 💞💞💞💞



ช่องทางในการติดตามเราจ้าา.. 😘


Facebook: https://www.facebook.com/pagetarathow


IG: tarathow


Youtube: https://www.youtube.com/c/TaraThow


Blockdit 1: มนุษย์แม่ลูกสองจากเมืองซิดนีย์ By Tara Thow


Blockdit 2: จุด by Tara Thow


Blogspot: tarathow.blogspot.com


Tiktok: @tarathow


Line: @tarathow

30 เมษายน 2565

ถ้าความร่ำรวยไม่ได้มีหน่วยเป็นบาท.. แล้วความรวยมีหน่วยเป็นอะไร

ทุกคนเคยคิดไหมคะ ถ้าตัดเรื่องรายได้ออกไป คุณอยากทำอาชีพอะไร?? อยากเป็นหมอ พยาบาล กระเป๋ารถเมล์ ช่างตัดผม ครู คนขายดอกไม้ ผู้จัดการดารา แม่ค้าขายกล้วยทอด คนปลูกมะม่วง หรือแม่ค้าขายข้าวเหนียวมะม่วง (กำลังฮิตเลยอาชีพนี้ 😁

เอาเป็นว่าลองตอบในใจกันก่อนนะคะ แล้วมาอ่านบทความนี้ต่อ และคุณอาจจะได้ชุดความคิดใหม่ที่น่าสนใจมาก ๆ ว่าถ้าความไม่ได้มีหน่วยเงิน แล้วมันจะมีหน่วยเป็นอะไร 😎


ตอนเด็ก ๆ บางคนก็ตอบได้นะคะ แต่พอโตขึ้น สังคมที่เราอยู่มันได้หล่อหลอมให้เราต้องกลายเป็นคนที่ดูดีในสังคม ดูมีฐานะ มีความมั่นคง ผู้คนถึงจะให้การยอมรับ 


ในคอร์สออนไลน์ชื่อ Money Amplification ของ Mindmovies Switch Activation System เค้าบอกไว้ว่าการที่เราจะมั่งคั่งร่ำรวยได้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า… ความมั่งค่ำร่ำรวยที่แท้จริงนั้นคืออะไร!! 


และเราต้องเข้าใจด้วยว่า “เงิน” เป็นแค่สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น ในความเป็นจริงเรา ไม่ได้อยากได้ “เงิน” แต่เราต้องการ “เงิน” เพื่อนำไปแลกกับอะไรบางอย่าง.. และอะไรบางอย่างนั่นแหละ คือความมั่งคั่งร่ำรวยที่แท้จริงที่เราควรจะใส่ใจให้มากกว่า (อย่าเพิ่งอิหยังวะกันนะคะ - เชิญอ่านต่อก่อน)


Credit : Pixabay 

ย้อนไปสมัยโบราณ เราใช้วิธีแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน แต่เมื่อเศรษฐกิจมันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เราไม่สามารถเอาไก่ไปแลกไข่ หรือเก็บมะม่วง 10 เข่งตอนนี้ไว้กินในอีก 10 เดือนข้างหน้าได้… แล้วมะม่วงก็ดันออกลูกมาปีละครั้งอีก เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องเอามะม่วงไปเปลี่ยนเป็น “เงิน” เพื่อที่จะเก็บไว้ใช้ได้ทั้งปี (หรือจนกว่าจะถึงหน้ามะม่วงอีกครั้ง) เนิ่นนานผ่านไป ทุกคนก็เลยหันมาให้ค่า “เงิน” พยายามสะสมให้ได้มากๆ และเริ่มวัดความรวยกันด้วยตัวเลขที่อยู่ในบัญชี


ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เราไม่ได้ต้องการตัวเลขที่อยู่ในบัญชี แต่ลึก ๆ แล้ว เราอยากได้สิ่งที่ “เงิน” สามารถซื้อหามาให้เรามากกว่า เราอยากได้บ้าน รถ การศึกษาดี ๆ ให้ลูกของเรา เราอยากได้เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ รองเท้า กระเป๋า ประสบการณ์กินหรู อยู่สบาย นั่งบอลลูนดูพระอาทิตย์ขึ้น ล่องครุ๊ซดูพระอาทิตย์ตก และในวันที่เราป่วย เราก็อยากที่จะได้รับการรักษาที่ดี 


แต่ถ้าจะให้ลึกไปกว่านั้นอีก.. สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ คือ “คุณค่าในชีวิต” ค่ะ เราอาจจะอยากได้ความมั่นใจ ความรู้สึกมั่นคง เราอยากรู้สึกว่าตัวเองมีค่า อยากมีผลงาน อยากเป็นที่ยอมรับของสังคม หรืออยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ “คุณค่า” พวกนี้ต่างหากคือสิ่งที่เราอยากได้อย่างแท้จริงๆ 


                                        
Credit:Pixabay 

ในคอร์สนี้เค้าก็เลยแนะนำว่า.. ทางลัดที่จะทำให้เราร่ำรวยมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว คือ การที่เราตั้งเป้าหมายไปที่เป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ ถ้าอยากจะไปเชียงใหม่ก็ปักหมุดไปที่เชียงใหม่ไปเลย อย่าได้ปักไปทั่ว ทั้งสุพรรณบุรี ลพบุรี กำแพงเพชร ลำปาง ลำพูน ให้มันวุ่นวาย (เพราะสุดท้ายแล้วเราอาจจะได้ไปทั้ง 4-5 ป้ายที่ปักไว้ แต่เราอาจจะไม่ถึงเชียงใหม่ก็ได้) 


ถ้าอยากมั่งคั่งร่ำรวยจริง ๆ ก็ให้จูนกับตัวเองเลยค่ะ ว่าความรวยที่แท้จริงของเรานี่มันหน้าตาเป็นยังไง (แต่ละคนจะมีภาพความรวยไม่เหมือนกัน) แล้วก็พุ่งไปเลยค่ะ อย่าปล่อยให้ตัวเลขในบัญชีของเรามาทำให้เราหลงทาง และนี่ก็เป็นตัวอย่าง Core Value ที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของเรา ถ้าเราสามารถมองผ่านเครื่องหมาย $$$ ไปได้




ทันทีที่ได้ฟังเรื่องนี้ เราหันไปถามสามี “เธอๆ ความรวยของเธอมีหน่วยเป็นอะไร??” แล้วก็ส่งรายการนี้ให้เค้าดู และนี่ก็เป็นคำตอบของนางที่เราอยากจะเอามาแชร์กับเพื่อน ๆ ด้วยค่ะ


  1. Knowledge (ความรู้) ถ้าใครรู้เยอะ คนนั้นน่ะโคตรรวย ส่วนคนที่โลกทัศน์คับแคบ เกิดมาไม่มีความรู้อะไรใด ๆ เลย ไม่ว่ายูจะมีเงินในบัญชีกี่ล้าน เขาก็ยังไม่ใช่คนรวย ว่าซั่น!!

  2. Physical (ร่างกาย) ถ้ายูสุขภาพไม่ดี ยูไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้ว ไม่ต้องเอาเงินในบัญชีมาให้ดูด้วย สำหรับฉัน ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ ฉันก็ไม่คิดว่าเธอรวย คนที่รวยคือคนที่มีสุขภาพดี 

  3. Peace (ความสงบทางใจ) เพราะความสงบนั้นราคาแพง ใครมีได้แปลว่าคนนั้นรวย

  4. Joy (ความสนุก) คนรวยคือคนที่มีความสุข

  5. Friendship (มิตรภาพ) ถ้ายูมีเพื่อนที่จริงใจ เพื่อนที่คอยให้ความช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ ยูจะแวดล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดี นี่แหละชีวิตคนรวยที่แท้จริง


ส่วนเราของก็จะเป็น Peace of Mind (อุ่นใจ) Success (ความสำเร็จ) Happiness (ความสุข) Freedom (อิสระที่จะไปไหนก็ได้ กินอะไรก็ได้ ทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็ได้) Contributor (ถ้าเราเห็นคนที่เดือดร้อนแล้วสามารถช่วยได้โดยที่ไม่รู้สึกเสียดาย - โมเม้นต์นั้นแหละ รู้สึกว่าตัวเองโคตรรวยเลย 😎)


แล้วความรวยของคุณล่ะคะ?? มีหน่วยเป็นอะไร และชีวิตแบบไหนที่เรียกว่ารวย 😇


🌈🌈🌈🌈🌈


เกี่ยวกับผู้เขียน


Tara Thow อ่านว่า ทาร่า โถว เป็นมนุษย์แม่ลูกสองอยู่ที่ซิดนีย์ สนใจศาสตร์พัฒนาตัวเอง ปรัชญา ธุรกิจ ครอบครัว รักเสียงเพลง ไวน์แดง และนิยาย


#คอร์สธุรกิจออนไลน์เริ่มง่ายไม่ต้องใช้เงินทุน

#หนังสือเปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ

#หนังสือไมเคิลเรียนไม่เก่งจนสอบตกป.3

#สอนภาษาไทยให้เด็กๆที่เกิดต่างประเทศ

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

💞 💞💞💞💞


ช่องทางในการติดตามทาร่า 😘


Facebook: https://www.facebook.com/pagetarathow


IG: tarathow


Youtube: https://www.youtube.com/c/TaraThow


Blockdit 1: มนุษย์แม่ลูกสองจากเมืองซิดนีย์ By Tara Thow


Blockdit 2: จุด by Tara Thow


Blogspot: tarathow.blogspot.com


Tiktok: @tarathow


Line: @tarathow





28 เมษายน 2565

งานเยอะงานแยะ จะแบ่งเวลายังไงดี

วันนั้นก็เหมือนวันธรรมดาวันนึงค่ะ มันคือวันธรรมดาที่ยุ่งมาก ๆ จนลูกชายวัย 10 ขวบต้องถามว่า “มัมมี่ ยูทำทั้งวัน ทั้งคืนทำไมมัน ไม่เสร็จสักที” เอ้ยยยยคือมันจี๊ด!! มันกระแทก!! มันเจ็บกระดองใจ!!! เพราะเราทำงานหลายชั่วโมงมากกกก… และเราก็ได้งานเยอะมาก แต่ทำม้ายยย ทำไมนะ งานมันถึงไม่หมดไปซักที 😥

ก่อนอื่นขอเท้าความย้อนไปสัก 1 - 2 ปีที่แล้ว เราเป็นมนุษย์โรคจิตมาก คือ เราไม่ค่อยชอบให้งานมันค้าง คือ ถ้ามีมีงานอะไร เราก็จะจด ๆ ใส่ to do list ในแต่ละวัน แล้วก็ตะบี้ตะบันทำ ๆ ให้เสร็จทุกวัน เป็นมนุษย์งานที่มีประสิทธิภาพมาก เก่งป่ะล่ะ ?? (มองมาถึงตรงนี้ยังงงตัวเองว่าจะโหดไปไหน อารมณ์เหมือน ทำงานหนีหนี้ ทั้งที่ ๆ ชีวิตก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้น)


คือ งานบ้าน งานลูก ดองไว้ได้ แต่งานของโรงเรียนต้องเคลียร์จนใสกิ๊กชนิดเอามาส่องแทนกระจกได้ในทุกวัน (เราทำธุรกิจโรงเรียนสอนภาษาไทยให้เด็ก ๆ ที่เกิดต่างประเทศ ใครสนใจ ทักมาได้นะคะ 😄) เรียกว่า up to date ในทุกวัน ทั้งเด็ก ทั้งครู ผู้ปกครอง ไม่เคยต้องรออะไรเกิน 24 ชั่วโมงเลยก็ว่าได้


แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรรู้มั้ยคะ?? ในขณะที่ทุกคนได้รับบริการระดับ VIP ตัวเราเองนี่แหละที่ร่างแหลกทุกวัน ทั้งเหนื่อย ทั้งยุ่ง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว หนักสุดคือลืมประชุมผู้ปกครองลูกก็เคยมาแล้ว (ธุรกิจดูดวิญญาณมากแม่เจ้า!!) ก็เลยทำให้คิดได้ว่า… เราจะตะบี้ตะบันทำงานให้หมดทุกวันแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วนะ เพราะยิ่งเราทำงานมีประสิทธิภาพแค่ไหน นักเรียนก็ยิ่งเยอะ ครูก็ยิ่งเยอะ งานก็ยิ่งเยอะเข้าไปอีก!!! 


Credit : Pixabay 


หลังจากที่วนเวียนอยู่ในวงจรชีวิตธุรกิจดูดวิญญาณอยู่ 2 ปีเต็ม ๆ ในที่สุด… เราก็หาทางออกมาได้จ้าา… 


และนี่คือ 2 อย่างที่เราทำค่ะ


🌻 1. จ้างพนักงานมาช่วยในส่วนที่ไม่ได้สำคัญมาก


เราเริ่มจากพนักงาน 2 คน คือ ตำแหน่งตัดต่อ กับ แอดมินช่วยตอบ inbox เชื่อมั้ยคะว่างานที่เราเคยทำเองคนเดียว พอแบ่งเป็น 3 ตำแหน่ง (3 คน) นี่เพิ่งจะรู้สึกว่ามันเหมาะเจาะลงตัว พอมีเวลาเหลือไปใช้ชีวิตบ้าง… แล้วยิ่งทั้ง 3 ตำแหน่งทำงานมีประสิทธิภาพ นักเรียนก็ยิ่งเยอะ ครูก็ยิ่งเยอะ (วงจรเดิมเลยจ้าาา..) 


แต่ทีนี้ทางออกมันก็ง่ายแล้วไง.. ไม่ใช่โหลดงานพวกเราเพิ่มขึ้น แต่คือการหาทีมงานมาเพิ่ม!!


ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจจ้างพนักงาน 2 คนแรก.. 10 เดือนผ่านมา.. ตอนนี้เรามีพนักงานหลังบ้าน 5 คนแล้วค่ะ (นี่ก็รู้สึกว่าปริมาณกำลังดี.. ลองจินตนาการเองเองนะคะว่างานหน้าบ้านเราจะโตขึ้นขนาดไหน 🙃)


เราเคยแนะนำเพื่อนอีกคนที่เป็น solopreneur ให้หาคนมาช่วยเหอะ!! คนแรกนี่ตัดสินใจยากหน่อย แต่พอมีทีมงานคนที่ 1 แล้ว อีกไม่ถึง 3 เดือน ก็มองหาคนที่ 2 เลยค่ะ เค้าบอกว่ามันเป็นคำแนะนำที่เปลี่ยนชีวิตจริง ๆ 😎



Credit : Pixabay 


🌻 2. กำหนดขอบเขตเวลาในการทำงานของเรา



เมื่อก่อนเราจะเอางานเป็นที่ตั้ง แล้วตะบี้ตะบันทำมันให้เสร็จในแต่ละวัน.. แต่จู่ ๆ ประสบการณ์ตอนทำงานออฟฟิศก็แว่บเข้ามา สมัยที่ทำงานกับแบ้งก์ เค้าก็กำหนดเวลาเข้างาน 9-5 โมงแค่นั้นนะ ถ้าอะไรที่เกินจากนั้นก็ให้ลูกค้ารอไป 😅


แม้กระทั่ง Australian Post ที่ปกติจะมี next day guarantee ที่รับประกันว่าถ้าใช้ซองเหลืองของเค้า ส่งวันนี้ พรุ่งนี้ต้องถึงแล้ว… แต่พอช่วงโควิดที่ทุกคนกักตัวกันหมด มันก็ต้องเลื่อนไป 2-4 วันก็เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจกันได้ ขอแค่เราสื่อสารกับลูกค้าอย่างชัดเจน


“สวัสดีค่ะ ทางโรงเรียนของเราทำบัญชีทุกวันอังคาร เดี๋ยวแอดมินเช็คกับบัญชีแล้วจะมาแจ้งให้ทราบนะคะ”


“ยินดีเลยค่ะ ทางโรงเรียนของเราไปไปรษณีย์ทุกวันศุกร์ เดี๋ยวส่งแล้วจะมาแจ้ง tracking ให้นะคะ”:


“ช่วงปิดเทอม ตารางคุณครูไม่นิ่งเลยค่ะ แอดมินขอเวลา 48 ชั่วโมง เดี๋ยวมาคอนเฟิร์มกับคุณแม่อีกทีนะคะ”


เราเทรนแอดมินเราให้ตอบลูกค้าทุกคนโดยเผื่อเวลาในการทำงานไว้เลย (1) เค้าจะได้รู้ว่าเราก็มีงานอย่างอื่น มีลูกค้าคนอื่นต้องดูแลเหมือนกัน จะให้ตอบทุกอย่างแบบ real time บางครั้งมันก็ไม่ได้ (2) ในขณะเดียวกัน ลูกค้าเค้าก็รู้ว่าต้องรอนานแค่ไหน และเกิดอะไรขึ้นหลังบ้าน เราไม่ได้หายไปเฉย ๆ


ตั้งแต่จัดเวลาตัวเองแบบนี้แล้วเรารู้สึกดีมากกกก ธุรกิจก็โตขึ้น ชีวิตส่วนตัวก็มีสมดุลมากขึ้น 🥰


สำหรับใครที่อยากออกแบบชีวิตได้เอง นอกจากเรื่องบริหารเวลาแล้ว เรายังมีอีกเครื่องมือที่ทรงพลังพอ ๆ กัน คือ Vision Board จ้าาา.. เล่มนี้คือสุดปัง ปังปารารังปังปี้ มาก ๆ อยากให้ทุกคนได้อ่านนะคะ


📙 หนังสือ "Power of Vision Board เปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ" โดย Tara Thow

แบบเล่มที่ Se-ed https://bit.ly/3mJ7fNl

E-book ที่ Meb: https://bit.ly/3Bljwh0

E-book ที่ Ookbee: https://bit.ly/3Bn43Nj


🌈🌈🌈🌈🌈


เกี่ยวกับผู้เขียน


Tara Thow อ่านว่า ทาร่า โถว เป็นมนุษย์แม่ลูกสองอยู่ที่ซิดนีย์ สนใจศาสตร์พัฒนาตัวเอง ปรัชญา ธุรกิจ ครอบครัว รักเสียงเพลง ไวน์แดง และนิยาย


#คอร์สธุรกิจออนไลน์เริ่มง่ายไม่ต้องใช้เงินทุน

#หนังสือเปลี่ยนชีวิตให้เป๊ะปังด้วยพลังจากรูปภาพ

#หนังสือไมเคิลเรียนไม่เก่งจนสอบตกป.3

#สอนภาษาไทยให้เด็กๆที่เกิดต่างประเทศ

#อบรมครูสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติ

💞 💞💞💞💞


ช่องทางในการติดตามทาร่า 😘


Facebook: https://www.facebook.com/pagetarathow


IG: tarathow


Youtube: https://www.youtube.com/c/TaraThow


Blockdit 1: มนุษย์แม่ลูกสองจากเมืองซิดนีย์ By Tara Thow


Blockdit 2: จุด by Tara Thow


Blogspot: tarathow.blogspot.com


Tiktok: @tarathow


Line: @tarathow